ประหยัดน้ำมัน กลายเป็นวาระสำคัญที่ประชาชนคนไทยร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเห็นได้ชัด โดยล่าสุดเลขาธิการสภาพัฒน์เผยตัวเลขยอดการใช้น้ำมันดีเซลลดลงจากวันละ 82 ล้านลิตร เหลือเพียง 45 ล้านลิตร ส่งผลดีต่อสต๊อกน้ำมันในประเทศให้สามารถยืดเวลาการใช้งานได้นานขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด 📍
สภาพัฒน์ชี้ตัวเลขการใช้พลังงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 📉
เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อรายงานสถานการณ์พลังงาน โดยพบว่าตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย. เป็นต้นมา ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลลดลงอย่างมากจากเดิมที่เฉลี่ยวันละ 82 ล้านลิตร ลงมาอยู่ที่ 45 ล้านลิตร และขยับขึ้นเล็กน้อยในวันที่ 6 เม.ย. ที่ 56 ล้านลิตร ซึ่งถือว่าต่ำกว่าช่วงเริ่มต้นสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
นายดนุชา ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้ฝากขอบพระคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือในการ ประหยัดน้ำมัน ซึ่งการลดการใช้พลังงานในครั้งนี้ส่งผลโดยตรงให้ประเทศไทยมีสต๊อกน้ำมันสะสมเพิ่มขึ้น ช่วยสร้างความอุ่นใจและยืดระยะเวลาการบริหารจัดการน้ำมันในชีวิตประจำวันออกไปได้ยาวนานกว่าเดิมในภาวะที่ราคาพลังงานตลาดโลกผันผวน 💬

เตือนประชาชนอย่าประมาท ต้องปรับตัวรับวิกฤตเศรษฐกิจโลก 🌍
แม้สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะมีสัญญาณผ่อนคลายลงชั่วคราว หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศชะลอการตอบโต้ไปอีก 2 สัปดาห์ แต่เลขาธิการสภาพัฒน์เน้นย้ำว่าประชาชนยังคงต้องเดินหน้า ประหยัดน้ำมัน ต่อไป เนื่องจากทิศทางในอนาคตยังไม่มีความแน่นอน หากพ้นช่วงเวลาดังกล่าวแล้วสถานการณ์กลับมาเลวร้ายลง การจัดหาพลังงานอาจทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ การที่ยอดใช้พลังงานลดลงยังส่งผลดีต่อ “โรงกลั่นน้ำมัน” ภายในประเทศ เนื่องจากในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โรงกลั่นต้องเร่งเดินเครื่องการผลิตเกิน 100% เพื่อตอบสนองความต้องการ ซึ่งหากปล่อยไว้ในระยะยาวอาจส่งผลเสียต่อระบบการผลิตและเครื่องจักร การที่ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นการช่วยให้ระบบการผลิตกลับเข้าสู่สภาวะปกติ และเปิดโอกาสให้ภาครัฐสามารถวางแผนสำรองน้ำมันร่วมกับกระทรวงพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ⛽
ชี้ช่วยพยุงฐานะกองทุนน้ำมัน ลดภาระหนี้สาธารณะ 💰
ในส่วนของผลกระทบด้านการเงิน นายดนุชาเปิดเผยว่าพฤติกรรมการ ประหยัดน้ำมัน ของประชาชนมีส่วนช่วยลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในแง่ของกระแสเงินสดที่ต้องจ่ายออกไป ประกอบกับค่าการกลั่นที่ปรับตัวลดลง ทำให้ภาระรายจ่ายของกองทุนฯ ลดลงจากเดิมวันละ 1,500 ล้านบาท เหลือประมาณ 1,200 ล้านบาท
สถานการณ์ดังกล่าวช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของหนี้สินกองทุนฯ และส่งผลดีต่อฐานะการคลังของประเทศ ทำให้รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอที่จะนำไปใช้ช่วยเหลือเยียวยาภาคธุรกิจและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะค่าครองชีพสูง พร้อมยืนยันว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ น้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศจะมีเพียงพอ ไม่เกิดปัญหาขาดแคลนอย่างแน่นอน 🕊️

บทสรุป: การปรับตัวคือทางรอดในระยะยาว 📍
โดยสรุปแล้ว การที่ประชาชนร่วมกัน ประหยัดน้ำมัน ไม่เพียงแต่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องราคาน้ำมันแพงเท่านั้น แต่เป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจในระดับมหภาคที่อาจตามมา เลขาธิการสภาพัฒน์ย้ำเตือนว่าในระยะถัดไป วิกฤตพลังงานอาจลุกลามเป็นปัญหาเศรษฐกิจระดับโลก ดังนั้นการปรับตัวทั้งในเรื่องการประหยัดและการใช้ชีวิตจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองและประเทศชาติอย่างยั่งยืน







