เทคนิคปั้นหุ่นหมี กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เมื่อมีการเผยแพร่เรื่องราวของชายไทยรายหนึ่งที่เข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกิน ประจำปี 2569 ณ หน่วยคัดเลือกอำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยชายคนดังกล่าวได้ใช้วิธีการปรับเปลี่ยนสรีระร่างกายตนเองให้เข้าข่าย “ภาวะอ้วน” เพื่อให้คุณสมบัติทางร่างกายไม่ผ่านเกณฑ์ตามที่กองทัพกำหนด
เผยแผนการเพิ่มน้ำหนัก 30 กิโลกรัม ภายในระยะเวลา 3 เดือน 💬
เหตุการณ์ดังกล่าวถูกเปิดเผยผ่านบัญชี TikTok ของเจ้าหน้าที่ทหารนายหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ ณ หน่วยคัดเลือกทหารเกณฑ์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 โดยในวิดีโอปรากฏภาพชายวัยเกณฑ์ทหารที่มีรูปร่างท้วมชัดเจน เจ้าหน้าที่ได้ระบุข้อมูลที่สร้างความประหลาดใจว่า ชายคนนี้ได้วางแผนเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีเพื่อการคัดเลือกครั้งนี้โดยเฉพาะ
จากการสอบถามพบว่า ชายรายนี้ได้ใช้ “เทคนิคปั้นหุ่นหมี” ด้วยการบริโภคเครื่องดื่มประเภทชาไข่มุกเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 3 เดือน ส่งผลให้น้ำหนักตัวพุ่งสูงขึ้นถึง 30 กิโลกรัมภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเป็นความตั้งใจเพื่อให้ร่างกายมีดัชนีมวลกาย (BMI) เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดสำหรับการรับราชการทหาร 🥤

เกณฑ์การวัดดัชนีมวลกาย (BMI) และการจัดประเภทบุคคลจำพวกที่ 4 ⚖️
ตามระเบียบกองทัพบก การตรวจเลือกทหารกองเกินจะมีการคัดกรองประเภทบุคคลตามสภาพร่างกาย โดยใช้ค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index) เป็นมาตรฐานสำคัญ ซึ่งคำนวณได้จากสูตร:
ในกรณีนี้ ชายคนดังกล่าวมีผลลัพธ์ของค่า BMI เกินกว่า 35 ซึ่งตามระเบียบการคัดเลือกทหารจะจัดให้อยู่ใน “บุคคลจำพวกที่ 4” คือ คนที่มีโรคหรือสภาพร่างกายที่ไม่สามารถรับราชการทหารได้ เนื่องจากภาวะอ้วนเกินขนาด ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการฝึกและการปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพ ส่งผลให้เขาได้รับใบรับรองผลการตรวจเลือก (สด.43) และสามารถกลับบ้านได้โดยไม่ต้องจับสลากใบดำใบแดง 📝

ยืนยันพร้อมลดน้ำหนักทันทีหลังเสร็จสิ้นภารกิจ 🏃♂️
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารประจำหน่วยได้สอบถามถึงความกังวลด้านสุขภาพและแนวโน้มการลดน้ำหนักในอนาคต ชายรายนี้ให้คำมั่นอย่างหนักแน่นว่า เขามีความมั่นใจที่จะกลับไปดูแลสุขภาพและลดน้ำหนักให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยระบุว่า “จะเริ่มลดน้ำหนักตั้งแต่เย็นวันนี้เลย” เนื่องจากเป้าหมายสำคัญในการเลี่ยงการเกณฑ์ทหารได้บรรลุผลสำเร็จแล้ว
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมและมุมมองที่หลากหลายของคนรุ่นใหม่ต่อการตรวจเลือกทหารกองเกิน ขณะเดียวกันก็สร้างการถกเถียงในประเด็นเรื่องสุขภาพและมาตรการการคัดกรองของกองทัพที่ควรมีการตรวจสอบอย่างรอบด้านมากขึ้น เพื่อป้องกันการใช้ช่องว่างทางกายภาพในการหลีกเลี่ยงภาระหน้าที่ตามกฎหมายในระยะยาว









