นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยระบุว่าอาจส่งผลกระทบและสร้างแรงกดดันต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ โดยเฉพาะในประเด็นด้านพลังงานและเสถียรภาพด้านราคา

ผลกระทบด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ
ปัจจัยหลักที่น่ากังวลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางคือแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการนำเข้าพลังงานของไทย และอาจผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศเร่งตัวสูงขึ้นตามไปด้วย สถานการณ์ดังกล่าวยังถูกประเมินว่าอาจส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศราว 0.1–0.2% หากความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไป

แรงกดดันจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นไม่เพียงแต่กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง แต่ยังส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมให้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงได้

พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกประเทศ ผู้ว่าการ ธปท. ยังคงย้ำว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันยังคงมีความแข็งแกร่งและมีความพร้อมที่จะรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

โดยสรุป สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านกลไกด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ แม้ว่าภาพรวมโครงสร้างทางเศรษฐกิจจะยังคงแข็งแกร่งพอที่จะรองรับแรงกดดันดังกล่าวได้ในระดับหนึ่งก็ตาม







