Picture of winnews
Home » รถพี่เป็นอะไรไหมครับ! หนุ่มทำทีเป็นพลเมืองดี ชิงเก๋งหนี

รถพี่เป็นอะไรไหมครับ! หนุ่มทำทีเป็นพลเมืองดี ชิงเก๋งหนี

แชร์บทความ
รถพี่เป็นอะไรไหมครับ! หนุ่มทำทีเป็นพลเมืองดี ชิงเก๋งหนี

ชิงรถเก๋ง กลายเป็นเหตุระทึกกลางดึกในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี หลังชายวัย 24 ปีทำทีเป็นพลเมืองดีเข้าไปสอบถามหญิงสาวที่จอดรถอยู่ริมทาง ก่อนอาศัยจังหวะเผลอกระโดดขึ้นรถยนต์และขับหลบหนีอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เจ้าของรถได้ใช้แอปพลิเคชันติดตามตำแหน่งรถแบบเรียลไทม์ พร้อมประสานตำรวจไล่ติดตามจนสามารถสกัดจับผู้ก่อเหตุและนำรถคืนได้สำเร็จ 🚓

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี แถลงการจับกุมผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว พร้อมเปิดเผยพฤติการณ์ก่อเหตุและรายละเอียดของการติดตามจับกุม

เหตุการณ์ระทึกกลางดึก ทำทีช่วยเหลือก่อนขับรถหนี

รายงานระบุว่า ผู้ต้องหาคือชายอายุ 24 ปี ได้ขี่รถจักรยานยนต์มาบริเวณคลองบ้านนาทราย ตำบลบ้านเลื่อม อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เสียหายกำลังจอดรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า HR-V สีดำอยู่ริมทางเพื่อพูดคุยกับเพื่อน

ชายคนดังกล่าวได้เข้าไปสอบถามด้วยท่าทีเหมือนต้องการช่วยเหลือ พร้อมกล่าวประโยคว่า “รถพี่เป็นอะไรไหมครับ” เพื่อสร้างความไว้วางใจ แต่เมื่อเห็นว่าผู้เสียหายไม่ได้สนใจ ก็ฉวยโอกาสเดินไปที่รถ ก่อนจะเปิดประตูและขับรถออกไปอย่างรวดเร็วทันที

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายได้ลงจากรถโดยไม่ได้ดับเครื่องยนต์ แต่ถือรีโมตกุญแจและโทรศัพท์ติดตัวไปด้วย จึงทำให้ผู้ก่อเหตุสามารถขับรถออกไปได้อย่างรวดเร็ว

เจ้าของรถไม่ยอมแพ้ เปิดแอปติดตามไล่ล่าพิกัดรถ

หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายได้รีบขึ้นรถของเพื่อนเพื่อไล่ติดตามผู้ก่อเหตุทันที โดยพยายามขับรถปาดหน้าเพื่อสกัด แต่คนร้ายได้เข้าเกียร์ถอยหลังพุ่งชนรถเพื่อนเพื่อเปิดทางหลบหนี ทำให้การติดตามช่วงแรกคลาดเคลื่อนไป

จากนั้นผู้เสียหายได้โทรแจ้งตำรวจพร้อมเปิดแอปพลิเคชันของรถ ซึ่งสามารถแสดงตำแหน่งรถได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ทราบเส้นทางที่ผู้ก่อเหตุขับรถหลบหนี และส่งข้อมูลพิกัดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อช่วยสกัดจับ 🚔

เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังติดตามตามเส้นทางที่ปรากฏในระบบจีพีเอส จนสามารถพบรถและควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ในที่สุด

ผู้ต้องหารับสารภาพ เสพยาบ้าก่อนก่อเหตุ

จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุได้เสพยาบ้าไปจำนวน 2 เม็ด และขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาในตัวเมืองเพื่อหางานทำ เมื่อเห็นรถของผู้เสียหายจอดอยู่จึงเกิดความคิดอยากขับรถ

เขาจึงเข้าไปสอบถามเหมือนเป็นพลเมืองดี ก่อนอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครอยู่ในรถขับออกไปทันที โดยอ้างว่าไม่ได้มีแผนการล่วงหน้า เพียงแค่ต้องการทดลองขับรถเท่านั้น

ผู้ต้องหายังกล่าวขอโทษผู้เสียหาย พร้อมยอมรับว่าคงไม่มีเงินชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น และยอมรับผลทางกฎหมายที่ตามมา 💬

หลังจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ก่อนควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาที่เกี่ยวข้อง

สรุปเหตุการณ์

เหตุการณ์ ชิงรถเก๋ง ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีติดตามยานพาหนะที่ช่วยให้เจ้าของรถสามารถระบุตำแหน่งและประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สามารถติดตามรถกลับคืนมาได้ในเวลาไม่นาน

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการจอดรถหรือออกจากรถ โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะ และควรดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสจากผู้ไม่หวังดี

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างของการประสานงานระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ช่วยให้สามารถคลี่คลายคดีได้อย่างรวดเร็วและนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

แชร์บทความ