กรมสรรพสามิต ภายใต้การนำของอธิบดีกรมสรรพสามิต ได้ดำเนินการเชิงรุกด้วยการประสานงานไปยังสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย 📍 เพื่อขอความร่วมมือในการร่วมเจรจาและหาทางออกร่วมกับผู้บริหารของแบรนด์รถยนต์ NETA ในกรณีการค้างชำระค่าปรับจากการผิดเงื่อนไขในมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV 3.0) ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไทย
รายละเอียดความร่วมมือและปมปัญหาการชำระค่าปรับตามมาตรการสนับสนุน
สำหรับการดำเนินงานของ กรมสรรพสามิต ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ช่องทางการทูตเป็นกลไกในการสื่อสารและสร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างรัฐบาลไทยและนักลงทุนจากประเทศจีน โดยประเด็นหลักอยู่ที่ข้อตกลงภายใต้มาตรการ EV 3.0 ซึ่งกำหนดให้ค่ายรถยนต์ที่รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐต้องดำเนินการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศชดเชยตามสัดส่วนที่ระบุไว้ในสัญญา 📉 แต่เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา พบว่าทาง NETA มีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ส่งผลให้เกิดยอดค้างชำระค่าปรับและภาษีที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนเงินที่สูง
การหารือร่วมกับสถานทูตจีนในครั้งนี้ จึงเน้นไปที่การประเมินศักยภาพการชำระหนี้และการวางแผนการผลิตชดเชยในอนาคต เพื่อให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใส 🏢 โดยกรมสรรพสามิตยังคงยืนยันในหลักการของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม แต่พร้อมรับฟังเหตุผลความจำเป็นทางธุรกิจและข้อเสนอแนะจากทางผู้ผลิต เพื่อรักษาบรรยากาศที่ดีในการลงทุนระหว่างประเทศ
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและการขับเคลื่อนนโยบาย EV 3.5 ในอนาคต
นอกจากประเด็นเรื่องค่าปรับแล้ว กรมสรรพสามิต ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย เนื่องจากการเข้มงวดในข้อบังคับอาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของค่ายรถยนต์รายอื่นๆ เช่นกัน 💬 ทั้งนี้ ข้อมูลจากแหล่งข่าวภายในระบุว่า ทางภาครัฐมีความประสงค์ที่จะหา “ทางออกร่วมกัน” (Win-Win Solution) ที่ไม่ขัดต่อระเบียบของกรมบัญชีกลาง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้ผู้ประกอบการต้องประสบสภาวะวิกฤตจนส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคชาวไทยที่ซื้อรถยนต์แบรนด์ดังกล่าวไปแล้ว
ในส่วนของความก้าวหน้าในการเจรจาเบื้องต้น ทางสถานทูตจีนได้แสดงท่าทีตอบรับในเชิงบวก โดยพร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการกำกับดูแลให้นักลงทุนจีนปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายของไทยอย่างเคร่งครัด 🇹🇭 เพื่อสร้างมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนและลดข้อพิพาททางภาษีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
“เป้าหมายหลักของเราคือการส่งเสริมให้อุตสาหกรรม EV เติบโตอย่างยั่งยืน แต่ในขณะเดียวกัน ผลประโยชน์ของรัฐและภาษีของประชาชนจะต้องได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตามข้อตกลง” — ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐกล่าว
บทสรุปและมาตรการตรวจสอบความโปร่งใสทางการเงิน
โดยสรุปแล้ว การที่ กรมสรรพสามิต ตัดสินใจนำสถานทูตจีนเข้ามามีส่วนร่วมในการเจรจาครั้งนี้ ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการแก้ปัญหาด้วยวิธีทางการทูตควบคู่ไปกับมาตรการทางภาษี 🕊️ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับกรอบเวลาและวิธีการชำระค่าปรับที่ชัดเจนภายในเร็ววันนี้ เพื่อให้ NETA สามารถเดินหน้าทำธุรกิจและให้บริการหลังการขายแก่ลูกค้าในประเทศไทยต่อไปได้อย่างมั่นคง 📍 โดยกรมสรรพสามิตจะยังคงติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขของค่ายรถยนต์ทุกรายอย่างต่อเนื่อง เพื่อความเป็นธรรมและมาตรฐานเดียวกันทั้งอุตสาหกรรม

