สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อโครงสร้างต้นทุนการผลิตของประเทศ นักวิชาการและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจระบุว่า ผลกระทบสงครามต่อเศรษฐกิจไทย จะเริ่มแสดงอาการชัดเจนผ่านราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะหากเหตุการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 1 เดือน อาจส่งผลให้ต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคขยับขึ้น 5-10 บาทต่อชิ้น และผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นจนกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนในวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 📈

เปิด 3 จุดสลบพลังงานและเกษตรจาก ผลกระทบสงครามต่อเศรษฐกิจไทย
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเปราะบางต่อวิกฤตครั้งนี้ คือการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง โดยสามารถแยกผลกระทบออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้:
-
ราคาน้ำมันและค่าขนส่ง: ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ดีดตัวทะลุ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (เพิ่มขึ้น 13% ในเวลาเพียง 1 สัปดาห์) ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในไทยมีแนวโน้มปรับขึ้นลิตรละ 2-3 บาท ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนแฝงในค่าขนส่งและโลจิสติกส์ทันที 📍
-
วิกฤตราคาปุ๋ยและสินค้าเกษตร: เนื่องจากการส่งออกยูเรียจากตะวันออกกลางคิดเป็น 1 ใน 3 ของตลาดโลก ปัญหาความไม่สงบในช่องแคบฮอร์มุซจึงทำให้ราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนเกษตรกรไทยถึง 30-40% และอาจทำให้ราคาข้าวสาร ยางพารา และปาล์มน้ำมันแพงขึ้นอีก 10-15% 📍
-
ค่าไฟฟ้าจ่อพุ่ง: ประเทศไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์ในสัดส่วนที่สูง เมื่อราคาก๊าซในตลาดโลกขยับตามราคาน้ำมัน จะส่งผลต่อค่า Ft ในงวดถัดไป (พฤษภาคม-สิงหาคม 2569) อย่างแน่นอน 💬

ฉากทัศน์ GDP และความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวภายใต้ภาวะสงครามยืดเยื้อ
หน่วยงานอย่างสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประเมินฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดหากสถานการณ์ไม่คลี่คลายภายใน 1 เดือน ว่าอาจฉุดรั้ง GDP ของไทยในปี 2569 ให้เติบโตลดลงเหลือเพียง 1.3% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.0-2.5% เนื่องจาก ผลกระทบสงครามต่อเศรษฐกิจไทย จะขยายวงไปถึงภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ ททท. คาดการณ์ว่าหากสงครามยืดเยื้อ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 6-8% หรือหายไปกว่า 4-6 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มระยะไกลจากยุโรปที่ต้องเผชิญกับค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นจากการเปลี่ยนเส้นทางบินอ้อมพื้นที่ขัดแย้ง 📍
อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตยังพอมีโอกาสสำหรับสินค้ากลุ่มอาหารแปรรูปและข้าวสาร ซึ่งประเทศในกลุ่มตะวันออกกลางเริ่มมีการเร่งนำเข้าเพื่อสำรองสต๊อกสินค้าเพื่อความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) แต่ผู้ประกอบการไทยต้องบริหารจัดการต้นทุนค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงภัยสงคราม (War Risk Premium) ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 140% ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน 🕊️
บทสรุปและการเตรียมพร้อมรับมือพายุเศรษฐกิจรอบใหม่
โดยสรุปแล้ว ความผันผวนของโลกในขณะนี้คือบททดสอบสำคัญของภาคเศรษฐกิจไทยที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน 🏛️
หลังจากนี้ ภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อตรึงราคาพลังงานและราคาสินค้าจำเป็นให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ประชาชนควรวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบและเริ่มมาตรการประหยัดพลังงานตั้งแต่วันนี้ เพราะความไม่แน่นอนของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อาจทำให้ ผลกระทบสงครามต่อเศรษฐกิจไทย กลายเป็นมรสุมที่ลากยาวกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด









