กรุงเทพมหานคร – ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนอย่างหนักจากผลพวงของสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ “ราคาทองคำ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย มีการปรับตัวขึ้นลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ภาครัฐได้เร่งลงพื้นที่เพื่อจัดระเบียบและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้บริโภค
นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วย นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรุงเทพมหานคร และกรมการค้าภายใน ได้บูรณาการความร่วมมือลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจค้าทองคำ ทั้งกลุ่มผู้ผลิตและผู้จำหน่ายทองรูปพรรณ ณ บริเวณถนนสายมังกร “เยาวราช” เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
สคบ. สั่งคุมเข้ม ห้ามร้านทองฉวยโอกาสปิดหนีผู้บริโภค
นายสันติ เปิดเผยกับสื่อมวลชนระหว่างการลงพื้นที่ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางในขณะนี้ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดทุนและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้เกิดความผันผวนด้านราคาทองคำเป็นอย่างมาก โดยพบว่าในบางวันมีการประกาศเปลี่ยนแปลงปรับราคาระหว่างวันเฉลี่ยมากกว่า 100 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม ทางภาครัฐเข้าใจดีว่าการเปลี่ยนแปลงของราคานั้นเป็นไปตามกลไกของตลาดโลก (Global Market) แต่สิ่งที่ภาครัฐให้ความสำคัญสูงสุดคือการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค จึงได้ฝากฝังไปยัง นายกสมาคมค้าทองคำ ขอให้ช่วยกวดขันดูแลร้านทองที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2,000 ร้าน จากจำนวนร้านทองทั่วประเทศกว่า 6,000 ร้าน (ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ตามต่างจังหวัดและมีชมรมในแต่ละพื้นที่ดูแล)
“ในช่วงที่มีราคาทองผันผวนปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนมีความสนใจและนำทองคำที่เก็บสะสมไว้ออกมาเทขายเพื่อทำกำไรเป็นจำนวนมาก ขอเน้นย้ำว่าร้านทองไม่ควรฉวยโอกาส ‘ปิดร้านหนี’ แต่ควรเปิดโอกาสเพื่อสร้างผลกำไรและรักษาสภาพคล่องให้กับผู้บริโภค ขอให้ประชาชนทุกคนสบายใจได้ เพราะ สคบ. จะลงพื้นที่ตรวจสอบดูแลและควบคุมการจำหน่ายทองคำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างแน่นอน” นายสันติ กล่าว

กำชับติดป้ายราคาชัดเจน ฝ่าฝืนโทษหนักคุก 1 ปี
นอกจากการห้ามปิดร้านแล้ว ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ยังได้สั่งการกำชับให้ทุกร้านทอง ต้องติดป้ายฉลากแสดงราคาทองคำอย่างชัดเจน บริเวณหน้าร้านหรือจุดที่มองเห็นได้ง่าย แม้ว่าในแต่ละวันทองคำจะมีการปรับเปลี่ยนราคาค่อนข้างรวดเร็วก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบราคาล่วงหน้าก่อนตัดสินใจทำธุรกรรมซื้อขาย
ซึ่งทางสมาคมค้าทองคำได้รับปากว่าจะเร่งดำเนินการส่งหนังสือเวียน เพื่อกำชับไปยังร้านทองทุกแห่งที่เป็นสมาชิก ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม หากเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจพบว่าผู้ประกอบธุรกิจรายใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จะมีบทลงโทษที่ชัดเจน ดังนี้:
-
ผู้ประกอบธุรกิจขายสินค้า: ที่ควบคุมฉลากแต่ไม่แสดงฉลาก หรือแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
-
ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า: หากเป็นผู้กระทำความผิดเอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สมาคมค้าทองคำแจงปม “ร้านปิด” ชี้เป็นเรื่องความเสี่ยงช่วงวันหยุดโลก
ทางด้าน นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีที่มีกระแสข่าวและข้อร้องเรียนว่าร้านทองบางแห่งปิดทำการในช่วงที่ราคาทองผันผวน โดยระบุว่า แท้จริงแล้วร้านทองไม่ได้มีเจตนาปิดหนีลูกค้า แต่เหตุการณ์ดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นในช่วง “วันหยุดสุดสัปดาห์ (วันเสาร์-อาทิตย์)”
นายจิตติ อธิบายว่า ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ตลาดซื้อขายทองคำระดับโลกจะหยุดทำการ ทำให้สมาคมค้าทองคำของไทยต้องอ้างอิงราคาปิดตลาดจากช่วงเย็นวันศุกร์ ส่งผลให้ไม่มีราคาทองคำใหม่แบบเรียลไทม์มาใช้อ้างอิง ร้านทองหลายแห่งจึงมักหลีกเลี่ยงหรือชะลอการทำธุรกรรม “ซื้อขายทองคำแท่ง” ในช่วงวันหยุด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นเมื่อตลาดเปิดในวันจันทร์
“การซื้อขายทองคำแท่งจะไม่มีการคิดค่ากำเหน็จ หากราคาทองในตลาดโลกปรับตัวขึ้นแรงเมื่อเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ อาจทำให้ผู้ประกอบการที่รับซื้อหรือขายไปก่อนหน้านั้นเสียเปรียบหรือประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักได้ ดังนั้นโดยปกติแล้ว ร้านทองในวันเสาร์-อาทิตย์จึงมักจะเน้นให้บริการซื้อขายเฉพาะ ‘ทองรูปพรรณ’ เป็นหลัก” นายจิตติแนะนำเพิ่มเติมว่า นักลงทุนไม่ควรเก็งกำไรทองคำแท่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
ยันระบบราคาทองไทยโปร่งใสที่สุดในโลก
นายกสมาคมค้าทองคำ ยังได้กล่าวเน้นย้ำถึงมาตรฐานของวงการค้าทองคำในประเทศไทยว่า ระบบราคาทองของไทยมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากที่สุดในโลก สังเกตได้จาก “ส่วนต่างราคาซื้อเข้าและขายออก” ที่ห่างกันเพียง 200 บาทต่อบาททองคำเท่านั้น (จากในอดีตเคยต่างกันเพียง 100 บาท) ซึ่งเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลกที่มีส่วนต่างราคาซื้อขายสูงถึง 3–5% ต่อทรอยออนซ์ ถือว่าไทยให้ผลประโยชน์กับผู้บริโภคมากที่สุด
พร้อมอธิบายเสริมว่า กำไรของร้านทองไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากส่วนต่าง 200 บาทดังกล่าว เพราะกระบวนการกว่าจะมาเป็นทองรูปพรรณให้เลือกซื้อ ต้องผ่านทั้งผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก รวมถึงต้นทุนค่าสูญเสียเนื้อทองในการแปรรูป (ทองคำบริสุทธิ์ 99.99% ต้องนำมาผสมโลหะอื่นให้ได้ทองมาตรฐาน 96.5% เพื่อหลอมและขึ้นรูป) โดยทอง 100 กรัม อาจสูญเสียมูลค่าจากกระบวนการนี้ประมาณ 500 บาท ทั้งนี้ หากประชาชนท่านใดนำทองไปขายให้ร้านค้าสมาชิกสมาคมฯ แล้วพบว่าถูกกดราคารับซื้อเกินสมควร สามารถเก็บหลักฐานและร้องเรียนต่อ สคบ. ได้ทันที

ประเมินทิศทางราคาทองคำ ลุ้นทะลุ 90,000 บาท หากไร้สงครามโลก
สำหรับทิศทางและแนวโน้มราคาทองคำในช่วงที่เหลือของปี 2569 นายจิตติ ประเมินจากการติดตามสถานการณ์สงครามอิสราเอล–สหรัฐฯ–อิหร่าน โดยมองว่าความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์นี้ไม่น่าจะจบลงได้ง่ายและมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาทองคำยังคงอยู่ใน “ทิศทางขาขึ้น (Uptrend)”
แม้ในบางช่วงราคาอาจมีจังหวะย่อตัวหรือปรับฐานลดลงบ้าง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่กองทุนต่างประเทศ (Hedge Fund) เทขายทองคำเพื่อทำกำไรและหันไปถือครองสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในระยะสั้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้นักลงทุนทั่วโลกได้แห่เข้ากว้านซื้อทองคำไปเป็นจำนวนมากจากความกังวลเรื่องสงคราม
“หากประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบัน ราคาทองคำในประเทศมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญให้ได้เห็นที่ระดับ 90,000 บาทต่อบาททองคำ อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ราคาจะพุ่งไปแตะระดับ 100,000 บาทต่อบาททองคำนั้น ยังถือว่าเป็นไปได้ยากในบริบทปัจจุบัน เว้นเสียแต่ว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขั้นสุดจนลุกลามบานปลายกลายเป็น ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ ซึ่งในภาวะสงครามเช่นนั้น ทองคำจะกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ทุกคนต้องการครอบครองมากที่สุด” นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวทิ้งท้าย



