พิษน้ำมันแพง ส่งผลกระทบต่อภาคประมงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดระยองที่พบว่าเรือประมงกว่า 500 ลำต้องหยุดดำเนินกิจการชั่วคราว หลังต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูงจนไม่สามารถแบกรับได้ 🛢️
เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณปากน้ำระยอง พบเรือประมงจำนวนมากจอดเรียงรายอย่างหนาแน่นตามแพปลาและริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองฝั่ง สะท้อนถึงภาวะชะงักงันของอุตสาหกรรมประมงในพื้นที่อย่างชัดเจน
📍สถานการณ์น้ำมันพุ่ง กดดันต้นทุนชาวประมง
พิษน้ำมันแพง ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้ประกอบการประมงไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ โดยเจ้าของเรือส่วนใหญ่ระบุว่า การออกเรือในช่วงนี้ “ไม่คุ้มทุน” เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายพรศักดิ์ แย้มกลิ่น นายกสมาคมประมงระยอง เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชาวประมง ซึ่งไม่เคยเผชิญสถานการณ์ในระดับนี้มาก่อน 💬
ปัจจุบัน ชาวประมงบางส่วนได้ปรับตัวโดยหันมาใช้น้ำมันทางเลือกอย่าง B20 ซึ่งมีราคาประมาณลิตรละ 43 บาท อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมค่าขนส่งจากแหล่งจัดจำหน่าย เช่น จังหวัดสระบุรี ต้นทุนโดยรวมยังคงอยู่ในระดับสูง

📍ราคาสัตว์น้ำไม่สอดคล้องต้นทุน
พิษน้ำมันแพง ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการออกเรือเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความไม่สมดุลของราคาสินค้าในตลาด โดยราคาสัตว์น้ำไม่สามารถปรับเพิ่มตามต้นทุนที่สูงขึ้นได้
ชาวประมงหลายรายระบุว่า แม้จะจับสัตว์น้ำได้ตามปกติ แต่รายได้ที่ได้รับไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ส่งผลให้การดำเนินกิจการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน เรือประมงบางส่วนที่ยังคงออกเรืออยู่ในขณะนี้ เป็นเพราะยังมีน้ำมันเก่าที่สำรองไว้ก่อนการปรับราคาน้ำมัน ซึ่งคาดว่าจะสามารถใช้งานได้อีกเพียง 1–2 สัปดาห์เท่านั้น
📍คาดหลังสงกรานต์ เรือจอดเพิ่มแตะ 80%
พิษน้ำมันแพง มีแนวโน้มส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งขึ้นในระยะสั้น โดยนายกสมาคมประมงระยองคาดการณ์ว่า หลังเทศกาลสงกรานต์ เรือประมงในพื้นที่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 อาจต้องหยุดออกเรือ
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความเปราะบางของภาคประมง ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ และมีความเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อาหารและเศรษฐกิจท้องถิ่น
📍สรุปข่าว
พิษน้ำมันแพง ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคประมงจังหวัดระยอง ทำให้เรือประมงกว่า 500 ลำต้องจอดนิ่ง เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงสูงเกินกว่ารายได้ที่ได้รับ ขณะที่แนวโน้มหลังสงกรานต์อาจมีเรือหยุดดำเนินการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 สะท้อนถึงความจำเป็นในการติดตามและพิจารณามาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด







