เรือขนน้ำมันต้องสงสัย จำนวน 2 ลำ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำเข้าตรวจสอบกลางอ่าวไทยตามคำสั่งของ รอง ผบ.ตร. หลังพบพฤติการณ์เดินเรือล่าช้ากว่ากำหนดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเจ้าหน้าที่เร่งรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบระบบติดตามเรือ เพื่อพิสูจน์ทราบว่าเป็นการประวิงเวลาเพื่อเก็งกำไรสินค้าในช่วงวิกฤตพลังงานหรือไม่ หากพบความผิดพร้อมดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด มีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี 🚢
🔎 ตรวจสอบเข้มพฤติการณ์เดินเรือผิดปกติ หวั่นกักตุนเก็งกำไร
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศพนม.ตร.) ได้แถลงผลการปฏิบัติการเชิงรุก โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำนำเรือตรวจการณ์เข้าพิสูจน์ทราบเรือบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง 2 ลำที่ลอยลำอยู่บริเวณพิกัดกลางทะเลอ่าวไทย เมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. ที่ผ่านมา
จากการตรวจสอบเบื้องต้น ข้อมูลระบุว่าเรือทั้งสองลำรับน้ำมันมาจากโรงกลั่นในจังหวัดระยอง โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่คลังน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติในด้านระยะเวลาการเดินทางที่ไม่สอดคล้องกับระยะทางจริง โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 24–26 มีนาคม 2569 ที่พบว่ามีการใช้เวลาเดินทางยาวนานกว่าปกติอย่างผิดสังเกต 📍

⚖️ เร่งรวบรวมหลักฐาน หากพบความผิดโทษหนักทั้งจำและปรับ
ในขณะนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารการขนส่งและข้อมูลจากระบบติดตามเรือ (AIS Tracking) อย่างละเอียด เพื่อพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐาน “ประวิงการจำหน่ายสินค้าควบคุมโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร” ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการหรือไม่ 💬
“หากผลการสอบสวนพบว่ามีการเจตนาประวิงเวลาเพื่อรอจังหวะปรับราคาน้ำมัน หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตุนสินค้า จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด โดยมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวเน้นยำ
🇹🇭 บูรณาการร่วมหลายหน่วยงาน ป้องกันวิกฤตพลังงานชาติ
การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เน้นย้ำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม และกระทรวงกลาโหม ในการเฝ้าระวังและปราบปรามกลุ่มผู้ฉวยโอกาสในช่วงสถานการณ์โลกตึงเครียด
โดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุสในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาและปริมาณน้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศ ทำให้รัฐบาลต้องยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบเส้นทางลำเลียงน้ำมัน ทั้งทางบกและทางทะเล เพื่อป้องกันการลักลอบส่งออกผิดกฎหมายและการเก็งกำไรที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน 🛡️

❓ FAQs: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกรณีนี้
1. ทำไมการเดินเรือช้าถึงถือเป็นความผิด? การเดินเรือล่าช้ากว่าปกติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร (เช่น สภาพอากาศหรือเครื่องยนต์ขัดข้อง) อาจถูกสงสัยว่าเป็นการ “ประวิงเวลา” เพื่อรอให้ราคาน้ำมันในตลาดปรับตัวสูงขึ้นก่อนจะนำสินค้าไปส่ง ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายควบคุมสินค้า
2. มาตรการตรวจสอบนี้ครอบคลุมถึงส่วนใดบ้าง? ครอบคลุมทั้งระบบโซ่ความเย็นของพลังงาน ตั้งแต่โรงกลั่น คลังน้ำมัน เส้นทางเดินเรือ และการขนส่งทางบก รวมถึงการตรวจสอบลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศโดยไม่ผ่านศุลกากร
📝 สรุปข่าว
การสั่งตรวจสอบ เรือขนน้ำมันต้องสงสัย กลางอ่าวไทยในครั้งนี้ เป็นมาตรการเชิงรุกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยเน้นการตรวจสอบความโปร่งใสในกระบวนการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง หากพบพฤติการณ์ทุจริตหรือประวิงเวลาเพื่อประโยชน์ทางการค้า เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนสืบไป









