ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย ถูกศาลฎีกาพิพากษาลงโทษขั้นเด็ดขาด โดยให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นระยะเวลา 10 ปี จากกรณีการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ปมการถือครองที่ดินของรัฐในโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย จังหวัดนครพนม รวมเนื้อที่ 220 ไร่ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ 📍
รายละเอียดคำพิพากษาศาลฎีกา และการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง
ศุภชัย โพธิ์สุ ได้เข้าฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน โดยศาลได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ร้อง ยื่นตรวจสอบกรณีการยึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐโดยมิชอบ คดีนี้สืบเนื่องจากข้อกล่าวหาที่ว่า ผู้คัดค้านได้ครอบครองใบจอง (น.ส. 2) จำนวน 40 แปลง รวมเนื้อที่ 220 ไร่ มูลค่ากว่า 6,660,000 บาท ซึ่งเป็นพื้นที่ในโครงการจัดที่ดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากจนและเกษตรกร
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้การซื้อที่ดินดังกล่าวจะเกิดขึ้นก่อนการดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสมัยแรก แต่การที่ผู้คัดค้านกว้านซื้อที่ดินของรัฐจำนวนมากถึง 220 ไร่ มาเป็นของตนเอง ย่อมเป็นการหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต และไม่ตรงไปตรงมา อีกทั้งการซื้อขายที่ดินที่มีข้อห้ามโอนถือเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 ⚖️ เมื่อผู้คัดค้านเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน กลับยังคงยึดถือครอบครองที่ดินดังกล่าว ถือเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง และหวงกันมิให้ประชาชนผู้ยากจนเข้าทำประโยชน์ตามเจตนารมณ์เดิม
ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดและผลกระทบที่ตามมา
ศุภชัย โพธิ์สุ ยังคงดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฐานะ สส.นครพนม วาระที่ 1 ถึงวาระที่ 4 รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ศาลฎีกาจึงมีคำวินิจฉัยยืนยันอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวนคดีนี้ เนื่องจากผู้คัดค้านยังคงมีสถานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 💬
นอกจากนี้ แม้ในเวลาต่อมาผู้คัดค้านจะยื่นหนังสือขอสละสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินจำนวน 39 แปลง แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ดังนั้น ศาลจึงพิพากษาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 235 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q: ศาลฎีกามีคำพิพากษาลงโทษคุณศุภชัยอย่างไร? A: ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ตลอดชีวิต และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลากำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา
Q: คดีนี้มีสาเหตุหลักมาจากการกระทำใด? A: มาจากการครอบครองที่ดินของรัฐในโครงการจัดที่ดินแปลงป่าดงพะทาย จ.นครพนม จำนวน 40 ใบจอง รวม 220 ไร่ ซึ่งเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ที่ต้องการจัดสรรที่ดินให้คนยากจน และถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
Q: การที่ผู้คัดค้านคืนที่ดินให้รัฐในภายหลัง ช่วยลบล้างความผิดหรือไม่? A: ศาลวินิจฉัยว่าการทำหนังสือขอสละสิทธิครอบครองที่ดิน เกิดขึ้นหลังจากถูก ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว จึงไม่สามารถลบล้างความผิดฐานฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงที่เกิดขึ้นสำเร็จแล้วได้
สรุปข่าว
ศุภชัย โพธิ์สุ ต้องยุติบทบาททางการเมืองอย่างถาวร ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาเด็ดขาดในคดีถือครองที่ดินรัฐ 220 ไร่ ซึ่งคำตัดสินในครั้งนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในเรื่องการยึดถือและปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างเคร่งครัด สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของกระบวนการยุติธรรมในการรักษาทรัพยากรของชาติ และผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด









