ชายไต้หวันคิดว่าแค่หูตึง เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับชายวัย 50 ปีจากไต้หวัน ซึ่งเข้าใจอาการเสียงดังในหูและการได้ยินที่ลดลงว่าเป็นเพียง “หูตึง” ธรรมดา จนสุดท้ายเมื่อเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด พบว่ามีมะเร็งโพรงหลังจมูกระยะที่ 3 แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในลำคอ แพทย์ออกมาเตือนประชาชนไม่ควรมองข้ามอาการผิดปกติที่อาจเป็นสัญญาณของโรคร้าย.
🧠 รายละเอียดเหตุการณ์
รายงานระบุว่า ชายชาวไต้หวันรายนี้เริ่มมีอาการเสียงดังในหูข้างซ้ายและการได้ยินลดลงต่อเนื่องนานถึง 3 ปี โดยในตอนแรกเขาไม่ได้เข้ารับการตรวจอย่างจริงจัง เพราะคิดว่าเป็นเพียงอาการของคนหูตึงตามวัยทั่วไป อย่างไรก็ตามเมื่ออาการไม่ดีขึ้น เขาจึงตัดสินใจเข้ารับการตรวจส่องกล้องในโพรงจมูก ซึ่งพบก้อนเนื้องอกอยู่ลึกในโพรงหลังจมูก ก่อนถูกส่งตรวจ MRI และตรวจยืนยันว่าเป็นมะเร็งโพรงหลังจมูกระยะ 3 ที่ได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอแล้ว.
มะเร็งโพรงหลังจมูกเป็นมะเร็งชนิดที่พบได้บ่อยในไต้หวัน โดยข้อมูลจากทะเบียนมะเร็งปี 2023 ระบุว่ามีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 1,400 รายต่อปี พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 3 เท่า และมีแนวโน้มพบในผู้ชายอายุระหว่าง 40–55 ปีมากที่สุด.
🔎 อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาได้ชี้อาการหลายประการที่ควรเฝ้าระวัง เพราะอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งโพรงหลังจมูก ได้แก่:
-
อาการผิดปกติของหู เช่น มีเสียงดังในหูข้างเดียว หูตึง หรือหูชั้นกลางอักเสบที่ไม่หายเป็นเวลานาน
-
อาการทางจมูก อย่างคัดจมูกเรื้อรัง เลือดกำเดาไหล หรือมีน้ำมูกปนเลือด
-
ก้อนที่ลำคอ ผู้ป่วยจำนวนมากมาพบแพทย์ด้วยอาการคลำพบก้อนในบริเวณคอ เนื่องจากการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปต่อมน้ำเหลือง
-
อาการทางระบบประสาท กรณีที่ก้อนมะเร็งลุกลามอาจมีอาการปวดศีรษะ เห็นภาพซ้อนหรือเบลอ หรือมีอาการชาบริเวณใบหน้า
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น พันธุกรรม การสูบบุหรี่เป็นเวลานาน และการบริโภคอาหารหมักดองหรือเค็มจัด ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสเกิดโรคมะเร็งนี้ได้.
💬 คำกล่าวจากทีมแพทย์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้เน้นย้ำว่ามะเร็งโพรงหลังจมูก “ไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงขั้นสิ้นหวัง” หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การรักษาจะมีโอกาสประสบผลสำเร็จมากขึ้น ดังนั้นผู้ที่มีอาการผิดปกติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาการเสียงดังในหูข้างเดียว หรือพบก้อนที่คอ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยเร็วที่สุด.
🧾 ผลกระทบและข้อคิด
เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเคสอุทาหรณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า อาการธรรมดาอย่างหูตึงอาจซ่อนโรคร้ายแรงได้ โดยเฉพาะเมื่ออาการไม่หายไปตามเวลาที่ควรจะเป็น การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอและการใส่ใจต่อสัญญาณผิดปกติของร่างกายจึงเป็นเรื่องสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญการแพทย์ยังคงแนะนำให้ประชาชนอย่าชะล่าใจและควรเข้ารับการประเมินทันทีหากมีสัญญาณที่ไม่ปกติ.






