เกมภูมิรัฐศาสตร์โลกทวีความร้อนแรงขึ้นทันที หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสร็จสิ้นภารกิจเยือนปักกิ่งและออกโรงเตือนไม่ให้ไต้หวันขยับตัวประกาศเอกราช ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันออกแถลงการณ์สวนกลับอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด ยืนยันสถานะความเป็นประเทศ “มีอธิปไตยและเป็นอิสระ” อยู่แล้วโดยพฤตินัย ย้ำชัดไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของจีน พร้อมกางข้อกฎหมายทวงดีลอาวุธล็อตยักษ์ที่สหรัฐฯ มีข้อผูกพันต้องส่งมอบ
ต่างประเทศไต้หวันออกแถลงการณ์โต้ “เราเป็นอิสระ ไม่ใช่เมืองขึ้นของจีน”
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้จุดยืนของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า ไต้หวันรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณสำหรับการสนับสนุนที่มีมาอย่างยาวนานจากผู้นำสหรัฐฯ ในการช่วยรักษาความสงบเรียบร้อย เสถียรภาพ และความมั่นคงในบริเวณช่องแคบไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม ทางการไต้หวันได้แสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวและชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของตนเอง โดยเน้นย้ำว่า:
“ไต้หวันเป็นประเทศประชาธิปไตยที่เป็นอิสระและมีอธิปไตยในตัวเองอยู่แล้วแต่แรก โดยไม่จำเป็นต้องมีการประกาศเอกราชใดๆ ซ้ำอีก และที่สำคัญที่สุดคือ ไต้หวันไม่ได้เป็นเมืองขึ้น หรืออยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจการปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีนแต่อย่างใด” ข้อความส่วนหนึ่งจากแถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน
กางกฎหมาย TRA สวนทรัมป์ ชี้ดีลขายอาวุธคือข้อผูกพันไม่ใช่ทางเลือก
จากกรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณระหว่างเยือนปักกิ่งว่าเขากำลัง “ทบทวนและแบ่งรับแบ่งสู้” ว่าจะเดินหน้าแผนการขายอาวุธล็อตใหญ่ให้แก่ไต้หวันตามที่จีนคัดค้านหรือไม่นั้น
เรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันรวมถึง นายเฉิน หมิงจื่อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวัน ได้แถลงข่าวตอกย้ำ ณ กรุงไทเป โดยระบุว่า การซื้อขายอาวุธระหว่างไต้หวันและสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่เรื่องของความพึงพอใจส่วนตัว แต่มันคือข้อผูกพันทางกฎหมายความมั่นคงที่วอชิงตันมีต่อไต้หวันอย่างชัดเจน ภายใต้ “กฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน” (Taiwan Relations Act หรือ TRA) ซึ่งข้อตกลงนี้ถือเป็นรากฐานและเสาหลักค้ำจุนที่สำคัญที่สุดในการร่วมมือกันป้องปรามภัยคุกคามทางทหาร และรักษาความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมาโดยตลอด
ทั้งนี้ รายงานระบุว่า เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์เพิ่งจะอนุมัติแพ็กเกจขายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่กองทัพไต้หวันด้วยมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) เผยว่า ยังมีแพ็กเกจที่สองซึ่งเน้นหนักด้านระบบป้องกันตนเองขั้นสูง มูลค่าราว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ยังคงค้างคาอยู่บนโต๊ะและรอการลงนามอนุมัติขั้นสุดท้ายจากทรัมป์
ย้อนฟังวาทะทรัมป์ “ไม่อยากเดินทาง 9,500 ไมล์เพื่อไปทำสงคราม”
ชนวนเหตุที่ทำให้ไต้หวันต้องออกแถลงการณ์ตอกย้ำสถานะในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับ เบรต ไบเออร์ (Bret Baier) ผู้สื่อข่าวชื่อดังของสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) โดยแสดงจุดยืนคัดค้านอย่างรุนแรงหากไต้หวันคิดจะขยับตัวประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ เพราะอาจเป็นชนวนให้จีนใช้กำลังทหารเข้ายึดเกาะ
“ผมไม่ได้อยากเห็นใครลุกขึ้นมาประกาศเอกราช และคุณก็รู้ใช่ไหมว่า สหรัฐฯ ถูกคาดหมายว่าจะต้องเดินทางไกลถึง 9,500 ไมล์เพื่อไปทำสงครามปกป้องเกาะแห่งนั้น ซึ่งผมไม่ได้ต้องการให้เกิดสิ่งนั้นเลย” ทรัมป์กล่าว “ผมอยากให้พวกเขาทั้งสองฝ่าย (ไทเปและปักกิ่ง) ใจเย็นลงก่อน เราไม่ได้ต้องการสงคราม และถ้าคุณยังคงรักษาสถานภาพ (Status Quo) ให้มันเป็นอยู่แบบนี้ต่อไป ผมคิดว่าทางการจีนก็คงจะรับได้และพอใจกับเรื่องนั้น”
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า จุดยืนของทรัมป์สะท้อนถึงนโยบาย “America First” ที่ไม่ต้องการเอาชีวิตทหารอเมริกันและงบประมาณไปเสี่ยงกับสงครามในต่างแดน ประกอบกับภายใต้กฎหมาย TRA ระบุเพียงว่าสหรัฐฯ มีหน้าที่ต้อง “จัดหาอาวุธให้ไต้หวันป้องกันตนเอง” แต่กลับเขียนไว้อย่างคลุมเครือ (Strategic Ambiguity) ว่ากองทัพสหรัฐฯ จะส่งกำลังทหารเข้าไปช่วยรบโดยตรงหรือไม่ ซึ่งการที่ไต้หวันออกมาส่งเสียงแข็งในครั้งนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังวอชิงตันว่าห้ามใช้ไต้หวันเป็น “ข้อต่อรอง” ในการเจรจาผลประโยชน์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน









