กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยระบุว่าปรับตัวลดลงร้อยละ 0.88 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 ติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะมีเสถียรภาพนี้ ยังคงมีความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอกประเทศ

ปัจจัยสำคัญที่กดดันเงินเฟ้อ
การที่อัตราเงินเฟ้อปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง มีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของราคาสินค้าในหมวดพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานของการผลิตสินค้าเกือบทุกชนิด รวมถึงค่าขนส่ง นอกจากนี้ สินค้าในกลุ่มอาหารบางรายการ โดยเฉพาะอาหารสด ก็มีราคาปรับลดลงเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าทั้งสองกลุ่มนี้ได้ส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน และเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อโดยรวมยังคงติดลบ
แม้ว่าการลดลงของราคาพลังงานและอาหารจะเป็นข่าวดีในระยะสั้น แต่ราคาสินค้าเหล่านี้มีความอ่อนไหวและผันผวนสูง ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามฤดูกาลและสถานการณ์ตลาดโลกที่ไม่แน่นอน

ความท้าทายจากสถานการณ์โลก
กระทรวงพาณิชย์ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อพลิกกลับมาเป็นขาขึ้นได้อีกครั้ง โดยปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดคือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงโดยง่าย ความขัดแย้งดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งและปริมาณการผลิตน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งจะนำไปสู่การพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบ

หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะกลายเป็นแรงผลักดันให้ระดับราคาสินค้าและบริการโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดยมีการคาดการณ์ว่าอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยพุ่งขึ้นเกินกว่าร้อยละ 3 ได้ในอนาคต ซึ่งเป็นระดับที่อาจกระทบต่อกำลังซื้อของภาคครัวเรือนและสร้างความท้าทายต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

โดยสรุป แม้อัตราเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะลดลง 0.88% สะท้อนภาพราคาสินค้าที่ทรงตัว แต่ภาพรวมยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูง ปัจจัยเสี่ยงจากราคาพลังงานโลกที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องเฝ้าระวังและวางแผนเพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น



