ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เผย สงครามกับอิหร่าน มีแนวโน้มจะยืดเยื้อประมาณ 4–5 สัปดาห์ ตามแผนปฏิบัติการ แม้ระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ มีศักยภาพเพียงพอที่จะดำเนินการยาวนานกว่าเดิมหากจำเป็น 🇺🇸🇮🇷📍
🇺🇸 รายละเอียดสถานการณ์และเหตุผลของสหรัฐฯ
ในแถลงการณ์ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า สงครามกับอิหร่าน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหารร่วมกับพันธมิตรอย่างอิสราเอลนั้น ได้วางกรอบเวลาการดำเนินการไว้ที่ประมาณ 4–5 สัปดาห์แรก แต่สหรัฐฯ พร้อมดำเนินการต่อไปได้หากสถานการณ์บังคับ.
ทรัมป์ชี้ว่าการโจมตีถูกกำหนดขึ้นเพื่อตอบโต้ “ภัยคุกคามร้ายแรง” จากโครงการขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่าน โดยมองว่าขีปนาวุธดังกล่าวอาจเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ และฐานทัพต่างประเทศของกองกำลังสหรัฐฯ.
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังระบุว่าปฏิบัติการสามารถขยายระยะเวลาออกไปได้นานกว่าที่คาด หากเป้าหมายยังไม่สำเร็จหรือความเสี่ยงต่อความมั่นคงยังคงอยู่.
📍 ปฏิบัติการและผลกระทบในพื้นที่
ตั้งแต่มีการโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อไม่นานมานี้ ความขัดแย้งได้ปะทุอย่างต่อเนื่องและลุกลามไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค. ฝ่ายอิหร่านและพันธมิตรได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายของอิสราเอลและฐานทัพของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง.
สภาพการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมันโลกก็ยังตึงเครียด โดยมีรายงานว่าการขนส่งโดยรอบได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากการปิดล้อมในเขตดังกล่าว.
นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากหลายแหล่งว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดพลังงานโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศพันธมิตรอื่น ๆ.
🧑✈️ คำกล่าวจากผู้เกี่ยวข้อง
ทรัมป์กล่าวถึงภัยคุกคามทางทหารที่เกิดจากโครงการขีปนาวุธของอิหร่านและอ้างว่าการโจมตีสามารถยับยั้งความเสี่ยงต่อสหรัฐฯ ได้ แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับการกำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์การถอนทัพ.
จากมุมมองของนักวิเคราะห์ระหว่างประเทศ การสู้รบที่ยังคงยืดเยื้ออาจทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านการค้าและราคาพลังงาน.
📌 สรุปข่าว
สงครามกับอิหร่าน ตามที่ ทรัมป์เผย ถูกคาดการณ์ให้ยืดเยื้อในช่วงแรกประมาณ 4–5 สัปดาห์ ทว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ย้ำว่ากองทัพมีศักยภาพที่จะดำเนินการได้ยาวนานกว่านั้นหากสถานการณ์ต้องการ 🇹🇭📍
ความขัดแย้งดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นระดับโลกที่ถูกจับตา ทั้งในด้านผลกระทบด้านความมั่นคง เศรษฐกิจพลังงาน และความสัมพันธ์ระหว่างชาติ.











